สารอันตรายโฮโดรควิโนนที่ผสมลงในครีมหน้าขาว

หน้าขาวในปัจจุบันมีครีมหน้าขาวหรือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ทำให้หน้าขาว กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้ครีมในเอเชีย และประเทศไทย ทำให้บริษัทที่ผลิตเครื่องสำอางต่างๆได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ออกมาตอบสนองความต้องการของผู้ใช้เครื่องสำอางกันเยอะมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครีมหน้าขาวใส ถือเป็นผลิตภัณฑ์ต้นๆที่ผู้ผลิตนิยมทำออกมากันเป็นอย่างมาก  ซึ่งในท้องตลาดปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เหล่านี้วางจำหน่ายอยู่มากมาย ซึ่งแต่ละยี่ห้อนั้นมีส่วนประกอบหรือสารที่ทำให้ผิวหน้าขาวใส่ลงไปในเนื้อครีมแตกต่างกันออกไปออกไปอย่างมาก

ซึ่งสารไฮโดรควิโนน เป็นสารเคมีที่ทำให้หน้าขาวตัวหนึ่งที่ในอดีตนิยมนำมาเป็นส่วนผสม เนื่องจากเมื่อใช้แล้วได้ผลอย่างรวดเร็ว สารไฮโดรควิโนนจะออกฤทธิ์ในการยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีของชั้นผิวหนังของเราที่เรียกว่า เมลานิน จึงทำให้การสร้างเม็ดสีช้าลง และผิวขาวขึ้นได้ การใช้ครีมหน้าขาวที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนนั้นควรใช้กับผู้ที่มีปัญหารอยด่างดำจากสิวที่รุนแรง หรือฝ้าบนใบหน้า และจะต้องมีเปอร์เซ็นต์ส่วนผสมในครีมหนาขาวที่แน่นอนระบุอยู่ด้วย ทั้งนี้ต้องใช้ในระยะเวลาที่จำกัด ไม่ควรใช้นานเกินไป และไม่ควรหยุดใช้ยาทันทีเนื่องจากอาจจะทำให้ผิวคล้ำเสียลงกว่าเดิมได้จากการที่ผิวหนังเร่งผลิตเซลล์เม็ดสีมาทดแทน แต่ควรลดขนาดการใช้ลงจนเลิกใช้ นอกจากนี้สารไฮโดรควิโนนจะทำปฏิกิริยากับแสงแดด หากทาครีมหน้าขาวที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนแล้วไม่ทาครีมกันแดด ฝ้าที่เป็นอยู่อาจจะดำกว่าเดิมได้

แต่ในปัจจุบันสารไฮโดรควิโนนได้ถูกสั่งห้ามใส่ลงไปในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายทั่วไปตามท้องตลาดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในคลินิกที่จ่ายยารักษาฝ้าโดยแพทย์ ก็ยังสามารถจ่ายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสารไฮโดรควิโนนให้ผู้ป่วยได้ตามความเหมาะสมตามดุลยพินิจของแพทย์  โดยปกติสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ผสมสารไฮโดรควิโนนในการรักษาฝ้าได้ไม่เกิน 2% แต่บางครั้งการหาซื้อครีมทาฝ้าที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนที่มาใช้เองซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะผสมไฮโดรควิโนนในปริมาณสูงมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 3-5% ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการครีมหน้าขาวนั้นได้ โดยจะเริ่มจาก อาการระคายเคืองต่อผิว และเกิดจุดด่างขาวที่หน้า หรืออาจทำให้ผิวหน้าดำ ที่ร้ายไปกว่านั้นอาจเป็นฝ้าถาวร รักษาไม่หาย ทำให้เกิดโรคผิวหนังขึ้น เกิดตุ่มนูนสีดำบริเวณโหนกแก้มและสันจมูก ซึ่งบริเวรดังกล่าวเป็นบริเวณที่ทายาบ่อยๆ ซึ่งผู้บริโภคใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 6 เดือน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อภายในผิวหนังทำให้เกิดเป็นฝ้าถาวรสีน้ำเงินอมดำได้ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ผิวหนังมีการปรับตัวให้สร้างเม็ดสีมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

ในส่วนของผู้บริโภคหรือผู้ใช้ครีมหน้าขาวนั้นก็ควรต้องมีความใส่ใจในการเลือกซื้อเครื่องสำอางด้วย โดย ทาง อย. ได้ระบุรายชื่อเครื่องสำอางที่ผิดกฎหมายไว้ในเว็บไซต์ http://www.fda.moph.go.th ซึ่งผู้บริโภคสามารถสืบค้นข้อมูลเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง

อนึ่ง อย. ได้ให้ข้อสังเกตแก้ผู้บริโภคว่าเครื่องสำอางหรือครีมหน้าขาวที่พบสารอันตรายมักจะให้รายละเอียดบนฉลากไม่ครบถ้วน เช่น ไม่ระบุแหล่งผลิตครั้งที่ผลิต และวันเดือนปีที่ผลิต โดยหากผู้บริโภคต้องการจะเลือกซื้อก็ควรใช้ความระมัดระวังและควรสังเกตดูฉลากเป็นลำดับแรก สำหรับฉลากที่ถูกต้องจะต้องเป็นภาษาไทย และมีข้อความบังคับที่ครบถ้วน ได้แก่ ชื่อและประเภทผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ วิธีใช้ชื่อที่ตั้งแหล่งผลิต วันเดือนปีที่ผลิต และปริมาณสุทธิหากผู้บริโภคต้องการซื้อครีมหน้าขาวแล้วละก็ ก็ควรที่จะซื้อจากแหละที่น่าเชื่อถือได้ และไม่ควรซื้อเพราะคำโฆษณาของผู้ผลิตแต่เพียงอย่างเดียว

หากต้องการซื้อครีมหน้าขาวที่ดีมีคุณภาพแนะนำให้ซื้อได้ที่ http://www.demessi.net/article/1/ครีมหน้าขาวใสที่ให้มากกว่าคำว่าผิวหน้าขาวใสและสวย