ลุยเดี่ยวเที่ยวมาเก๊า ตะลุยกินเมนูเด็ด ช้อปปิ้งย่านดังเที่ยวชมสถาปัตยกรรม

ทัวร์มาเก๊า

มาเก๊าเป็นอีกหนึ่งเมืองสำคัญที่อยู่ในประเทศจีน และการเดินทางจากสนามบินนานาชาติมาที่มาเก๊าใช้เวลาเพียง 2ชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าคนมาเก๊าพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ การสื่อสารก็จำเป็นจะต้องมีความรู้ภาษาจีนในระดับที่พอจะสื่อสารกันได้ก็น่าจะดี แนะนำให้มาเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม) เพราะอากาศตอนกลางวันไม่ร้อนมาก ตอนกลางคืนอากาศก็เย็นสบาย การเดินทางเข้าเมืองกาสิโนนั้นไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าให้มันยุ่งยาก แค่มีพาสปอร์ตเล่มเดียวก็สามารถมาทัวร์มาเก๊าและอาศัยอยู่ในมาเก๊าได้ถึง30วัน

ทัวร์มาเก๊ามีอะไรดีนอกจากบ่อนกาสิโนมาดูกันดูเลย ก่อนอื่นขอพาเยี่ยมชมสถานที่ที่เอาใจคนรักแนวประวัติศาสตร์ ที่ “คฤหาสน์แมนดาริน” เป็น 1 ใน 22 อาคารที่มีชื่อเสียงของมาเก๊า จุดเด่นคือสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณที่มีการผสมผสานเข้ากับสไตล์ต่างประเทศอย่างลงตัว อาณาเขตของคฤหาสน์ค่อนข้างกว้างขวาง มีการแบ่งพื้นที่ภายในออกเป็นตึกต่างๆ และมีการสร้าง “ประตูพระจันทร์ (Moon Gate)” เพื่อแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าคฤหาสน์ยังมีร้านขายของที่ระลึกไว้ให้เลือกสรรกันอีกด้วย

ทัวร์มาเก๊า
ที่ต่อมาขอเอาใจวัยรุ่นที่ชอบเสียวและหลงใหลในบรรยากาศอันสวยงามอย่าง “Macau Tower” หอคอยที่สูงที่สุดของมาเก๊า ระความสูง 338 เมตร ที่ชั้น 58 ลักษณะเป็นผนังทรงกลมที่กรุด้วยกระจกใส สามารถเห็นทิวทัศน์ของเมืองได้อย่างชัดเจนในวันที่อากาศปลอดโปร่ง แต่สำหรับวันนี้ สิ่งที่เห็นมีเพียงม่านหมอกขมุกขมัว ริมขอบผนังทาวเวอร์ด้านล่างถูกสร้างด้วยกระจกด้วยเช่นกัน โดยจากชั้น58 ยังสามารถขึ้นลิฟท์ต่อไปยังชั้น 61ได้อีกด้วย ที่ชั้นนี้ มีลักษณะกึ่งๆ Open Air เพราะส่วนด้านบนถูกเปิดโล่งให้อากาศถ่ายเทเข้ามาได้ ทำให้กลุ่มหมอกไหลเข้ามาด้านในจนเหมือนกับว่ากำลังเดินเล่นอยู่ในก้อนเมฆยังไงยังงั้น

อีกหนึ่งที่ที่ต้องมาให้ถึง เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองคือ “วัดอาม่า” จะมีอ่างทองเหลืองเก่าแก่ใบหนึ่งที่บรรจุน้ำไว้ครึ่งหนึ่ง ลักษณะพิเศษของอ่างใบนี้คือจะมีหูจับที่ขอบปากอ่าง 2 หู ซ้าย-ขวา โดยลักษณะดังกล่าว ชาวจีนเรียกกันว่า “อ่างจักรพรรดิ” คนจีนมีความเชื่อว่า หากใครสามารถใช้มือทั้งสองข้างถูที่หูอ่างแล้วทำให้น้ำที่บรรจุอยู่ในสามารถแตกกระเซ็นขึ้นมาจากผิวน้ำได้ แสดงว่าผู้นั้นจะมีโชคดี เคล็ดลับการถูคือ ต้องพรมฝ่ามือให้เปียกน้ำก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ถูที่หูอ่างและเพิ่มความเร็วในการถูมากขึ้นเรื่อยๆ เท่านี้ผิวน้ำก็จะแตกกระเซ็นขึ้นมาแล้ว สำหรับคนไทยแล้วคงไม่พลาดที่จะมาขอโชคดีกันเป็นแน่

หลังจากอิ่มตาอิ่มใจอิ่มบุญกันมาพอสมควรแล้ว ได้เวลาหาอะไรรองท้องกันแล้ว ความอร่อยของอาหารในมาเก๊านั้นก็ไม่แพ้ที่ใดเช่นกัน หากใครกลัวพลาดว่าจะเจอร้านที่ไม่อร่อยก็ลองสังเกตร้านที่มีคนต่อคิวเยอะๆเข้าไว้ รับรองว่ายิ่งคนเยอะโอกาสอร่อยก็ยิ่งมีมากขึ้นค่า

ขอแนะนำ ออเดิร์ฟเป็นจานแรกละกัน คือ “ติ่มซำ” อันเป็นอาหารขึ้นชื่อของจีน ที่ภัตตาคารไท่หลงฟง เป็นภัตตาคารติ่มซำที่เปิดให้บริการมานานกว่า 70 ปี จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรยากาศร้านยังคงมีกลิ่นอายของความดั้งเดิมอยู่เต็มเปี่ยม ภายในร้านมีโต๊ะกลมขนาดกว้างสีขาว เก้าอี้ไม้แบบพิงพนัก และภาพเขียนพู่กันจีนตกแต่งอยู่ จึงทำให้ดึงดูดให้ชาวต่างถิ่นเดินเข้าไปเยี่ยมเยือนได้ไม่น้อย อาหารแนะนำเมื่อมาถึงที่นี่ คือ “ก๋วยเตี๋ยวหลอด” ทำมาจากแป้งผสมต้นหอมคล้ายก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ม้วนเป็นหลอดเล็กขนาดเท่าปอเปี๊ยะ นำไปจี่บนกระทะแบนจนได้เปลือกนอกที่เหลืองกรอบนิดๆ จิ้มทานกับซอสเค็มได้อร่อยเพลินเลยทีเดียว

ทัวร์มาเก๊า
หลังจากรองท้องกันแล้ว ก็ได้เวลาของอาหารจานหลักกันสักที ขอแนะนำเป็นเมนู “ทอดราตรีกับบะหมี่หมู” เป็นบะหมี่หมูทอดที่นำมาเสิร์ฟกันร้อนๆ ภายในประกอบด้วยบะหมี่ไข่และหมูทอดชิ้นโต อันชวนให้น่าเอาตะเกียบไปคีบเข้าปากเสียจริงๆ รสชาติของน้ำซุปนั้นจะออกเค็มนิดๆ ส่วนเส้นบะหมี่ก็เหนียวนุ่มและยืดยาว เหมาะแก่การสูดเส้นเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งทานคู่กับหมูทอดแล้วแกล้มด้วยผักกวางตุ้งเนื้อนิ่มแต่ซ่อนความสดกรอบไว้ด้านในละก็ รับรองได้ว่าคงจะทานกันจนเหลือแต่น้ำซุปแน่นอน

เมื่อเสร็จสิ้นจากอาหารคาวกันแล้ว ก็ถึงเวลาของอาหารหวาน เราขอพาไปทาน “ขนมไข่” หลายคนอาจจะเคยได้ยินและเคยทานที่เมืองไทยกันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับที่นี่ร้านขนมไข่มีอยู่ไม่กี่เจ้า สามารถหาซื้อกันได้ที่ “ร้านปุนเว่งเก๋” ซึ่งมีสาขาใหญ่อยู่บนถนน Fortaleza do Monte และรถเข็นคันเล็กๆ ที่จัตุรัสเซนาโด้ ใต้สำนักแห่งความเมตตา ขนมไข่ของที่นี่จะมีลักษณะเป็นแผ่นแบนๆ สีเหลืองนวล หอมกลิ่นเตาถ่าน รับประทานขณะร้อนๆ ให้สัมผัสทั้งกรอบร่วนและนุ่มในเวลาเดียวกัน รสชาติหวานนิดๆ หากได้ชิมก็จะติดใจ ราคาเริ่มต้นที่ 20 เหรียญ แต่อาจจะต้องใจเย็นในการรอสักหน่อยเพราะเตามีอยู่แค่สองเตา และต้องใช้เวลาประมาณนึงในการทำ ส่วนเรื่องรสชาตินั้นก็ดูได้จากการที่มีผู้คนเข้าแถวรอซื้อกันอย่างล้นหลาม

หลังจากหนำใจกับอาหารนานาชนิดแล้วเรามาเรียนรู้วิธีการเดินทางในเมืองนี้กันดีกว่า ส่วนใหญ่จะเลือกใช้การขึ้นรถเมล์ รถเมล์ที่มาเก๊าไม่เหมือนกับรถเมล์ในเมืองไทย เพราะรถเมล์ที่นี่ไม่มีกระเป๋ารถเมล์ ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงต้องเตรียมเงินให้พอดีกับค่าโดยสารรถเมล์แต่ละสาย เพราะไม่มีการทอนเงิน ค่ารถเมล์ที่นี่แบ่งเป็น 3 อัตรา คือ MOP 3.2, MOP 4.2 และ MOP 6.4 ตามระยะการเดินทาง ส่วนวิธีจ่ายเงินจะให้ผู้โดยสารหยอดเงินใส่ที่กล่องรับค่าโดยสารที่อยู่บริเวณประตูทางเข้า ซึ่งการจ่ายเงินวิธีนี้สะท้อนให้เห็นว่า คนที่นี่ให้ความสำคัญกับ ‘ความซื่อสัตย์’ และอย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันอยู่ ซึ่งการรอรถเมล์ในมาเก๊าก็จะใช้เวลาประมาณ 5 นาที เท่านั้น

ต่อไปขอเอาใจสาวๆที่หลงรักการช้อปปิ้ง ที่ย่าน “เซนาโด้ สแควร์” เป็นแหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหารมากมาย ร้านขายซิมโทรศัพท์ นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมแนวยุโรปอยู่รอบๆให้ได้ถ่ายรูปกันอีกด้วย คนจะเยอะมากในช่วงกลางวันหรือหัวค่ำ ตอนดึกๆจะไม่ค่อยมีคนสักเท่าไหร่

ชักอยากจะไปกันแล้วใช่ไหมละค่า แม้มาเก๊าจะเป็นเมืองเล็กๆแต่ก็มีเสน่ห์มากไม่ใช่น้อย สำหรับนักท่องเที่ยวที่มองหาวิธีการเดินทางหากใครอยากเน้นความคุ้มค่าก็ลองหาทัวร์มาเก๊าราคาถูกดีๆสักหนึ่งทัวร์ รับรองได้ว่าคุณจะได้เที่ยวอย่างปลอดภัยและไม่มีคำว่าหลงแน่นอนค่ะ แต่หากใครโปรแล้วก็ลองชวนเพื่อนสักสอง สามคน Backpack ไปกันเลย แต่หากจะอินดี้สักหน่อยก็ลองออกไปสัมผัสเมืองเล็กเมืองนี้ด้วยตัวเองคนเดียว นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีไม่ใช่น้อยเลย มาออกไปใช้ชีวิตให้สุดขั้วกันเถอะค่ะ

 

ข้อมูลจาก http://www.greenlandholidaytour.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*
*